บทที่ 5 ไม่สำคัญพอ

ตอนที่5 ไม่สำคัญพอ

แล้วตอนนี้ฉันก็ต้องมาเดินห้างอีกตามเคย เพราะว่าโทรศัพท์ของฉันเสียไง ไม่รู้ว่าป่านนี้พี่ใต้ฝุ่นจะรอฉันอยู่หรือเปล่า เพราะฉันก็เลิกเรียนสักพักใหญ่ได้แล้วและไม่ได้ติดต่อไปบอกอะไรเขาสักอย่าง ซึ่งมันก็ดูเสียมารยาทมากๆ เลย

“แฟนมึงไลน์ตามเหรอ” ฉันถามน้ำขิงเพื่อนสนิทคนเดียวของฉันด้วยความสงสัย

“อืม” มันตอบกลับมาหน้าเศร้าๆ เหมือนยังไม่อยากกลับ

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ ทะเลาะกันเหรอ” พอพูดถึงแฟนแล้วทำหน้าแบบนี้ก็มีอย่างเดียวนั่นแหละ ไม่ใชหรือไง

“เออ” มันตอบกลับอย่างไม่ได้ปิดบัง เพราะส่วนใหญ่พวกเราคุยกันเกือบทุกเรื่องอยู่แล้ว

“มึงกลับก่อนก็ได้นะ ไปเคลียร์กันเถอะ” ฉันได้ยินแบบนั้นก็พูดขึ้นอย่างเข้าใจดีเลยแหละ เพราะฉันเองก็มีแฟนเหมือนกัน เวลาผิดกันสิ่งสำคัญที่สุดคือการพูดคุยให้เข้าใจ

“ไม่เป็นไร กูเดินเป็นเพื่อนมึงก่อน ค่อยกลับพร้อมกัน” น้ำขิงพูดขึ้นเหมือนไม่รีบร้อนอะไร

“แล้วครั้งนี้ใครผิดล่ะ” ฉันถามขึ้นทั่วไปตามประสาเพื่อน

“เฮ้อ! กูดิ กูดันไปเข้าใจผิดเรื่องเขากับพนักงานใหม่ที่เขารับมา” มันถอนหายใจออกมาก่อนจะตอบอย่างยอมรับผิดด้วยตัวเอง

“ถ้ามึงผิดก็รีบกลับไปเคลียร์ซะ ยิ่งเขาไลน์หามึงก่อนแบบนี้ ก็แสดงว่าเขาไม่โกรธมึงมาก” พอเห็นแบบนั้นฉันก็รีบบอกมันออกไปอย่างหวังดี เพราะถ้าอีกฝ่ายโกรธมากคงไม่ไลน์หาก่อนแบบนี้ แล้วพอเขายอมอ่อนก่อนแล้ว เราก็ต้องใช้โอกาสนี้แหละง้อ จะได้ง่ายๆ

“เอางั้นเหรอ” พอฉันแบบนั้นน้ำขิงก็ตอบรับออกมา

“เออ กูเดินคนเดียวได้ ซื้อโทรศัพท์เสร็จกูก็กลับเลยเหมือนกัน” ฉันก็พูดให้มันสบายใจ เพราระเดินคนเดียวไม่สนุกอยู่แล้วอีกอย่างก็ไม่รู้จะซื้ออะไรด้วย

“งั้นกูกลับก่อนนะ มึงอยู่ได้จริงๆ ใช่ไหม” น้ำขิงถามขึ้นอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

“เออ ไม่ต้องห่วง” ฉันบอกมันอย่างสบายๆ เพราะฉันเข้าใจมันดีที่สุดเลยแหละ อีกอย่างถ้าเทียบกันแล้วฉันทิ้งมันบ่อยกว่าอีก เพราะบางครั้งที่ฉันทะเลาะกับเฮีย ฉันก็ประชดโดยการไม่รับโทรศัพท์แล้วกลับบ้านช้าๆ สุดท้ายเฮียก็ตามมาเจอจนได้แล้วก็ลากฉันไปโดยที่ฉันยังอยู่กับเพื่อนอยู่เลย

พอคิดถึงเฮียแล้วก็น้อยใจขึ้นมาอีกเลย ถึงแม้ว่าเมื่อคืนเราจะนอนด้วยกัน แต่หลังจากตื่นมาเฮียก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ขอโทษ ไม่อธิบายอะไรให้ฉันรู้ด้วยเลยสักนิดว่าทำไมผู้หญิงคนนั้นต้องโทรมา จนมันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนไม่สำคัญพอที่เฮียจะสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากจัดการซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่เสร็จ ฉันก็ออกจากร้านโทรศัพท์แล้วตั้งใจจะกลับบ้าน เพียงแต่ไม่คิดว่าโลกจะกลมขนาดนี้

“นิล” เสียงนุ่มเรียกฉันขึ้นจนฉันหันกลับไปมอง

“พี่ใต้ฝุ่น? มาที่นี่ได้ยังไงคะ” ฉันถามเขาออกไปด้วยความแปลกใจและตกใจไม่น้อยที่เห็นเขาอยู่ที่นี่อย่างบังเอิญ

“พอดีพี่มาทำธุระที่นี่น่ะ พี่โทรหาเราจะบอกตั้งแต่เที่ยงแล้วว่าอาจจะเลท ถ้าเรารอไม่ได้ก็ให้กลับก่อน แต่โทรเท่าไหร่ก็ไม่ติด” พี่ใต้ฝุ่นพูดอธิบายออกมายาวเหยียดให้ฉันเข้าใจในทีเดียว

“นิลขอโทษด้วยนะคะ พอดีโทรศัพท์นิลพังน่ะค่ะ นิลพึ่งมาซื้อใหม่นี่เอง” ฉันได้ยินแบบนั้นก็บอกเขาออกไปบ้างอย่างรู้สึกผิด ก็ตั้งใจอยู่ว่ากลับไปจะไลน์ไปขอโทษที่อาจจะทำให้เขารอ

“เฮียนิลทำอีกแล้วเหรอ” พี่ใต้ฝุ่นได้ยินแบบนั้นก็พูดขึ้นอย่างรู้ทัน เพราะบางครั้งฉันกับพี่ใต้ฝุ่นคุยๆ กันอยู่ เฮียก็มากระชากจากด้านหลังแล้วปาทิ้งในตอนนั้นทันที หรือบางทีก็สั่งห้ามพี่ใต้ฝุ่นเลิกยุ่งกับฉันก่อนจะปาทิ้งก็มี

“แฮะๆ” ฉันได้แต่ยิ้มแห้งๆ ให้พี่ใต้ฝุ่นอย่างรู้ๆ กันโดยไม่ได้พูดอะไรมาก

“ไหนๆ ก็เจอกันแล้ว นิลว่างไหม หรือว่าติดอะหรือเปล่า” พี่ใต้ฝุ่นไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อก่อนจะพูดเรื่องที่เรานัดหมายกันไว้ล่วงหน้า

“อ๋อ นิลว่างค่ะ ตอนแรกว่าจะกลับบ้าน” ฉันก็ตอบกลับไปอย่างไม่เรื่องมากเหมือนกัน ยังคงมีความน้อยใจเฮียอยู่ด้วยเลยยิ่งอยากกลับช้าๆ

“งั้นไปหาอะไรกินก่อนดีไหม ไหนๆ ก็เจอกันแล้ว ไม่ได้เจอกันตั้งนาน” พี่ใต้ฝุ่นก็ชวนออกมาอย่างขอความเห็น แล้วฉันก็ตกลงกับเขาไปตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

มาเจอแบบนี้ก็ไม่มีอะไรต้องปฏิเสธหรอก อีกอย่าง เฮียจะได้รู้สึกบ้างว่าการที่เขาไม่ยอมเลิกยุ่งกับคนที่เราอยากให้เลิกแต่ไม่ยอมทำตาม มันจะรู้สึกยังไง

“ได้ค่ะ งั้นเราไปกันดีกว่า นิลหิวแล้ว” ฉันตอบรับออกไปอย่างไม่รอช้าเหมือนกันเพราะตอนนี้ฉันหิวแล้วจริงๆ

ตกลงกันเสร็จฉันก็เดินนำพี่ใต้ฝุ่นไปยังร้านอาหารที่ฉันอยากกินทันทีโดยไม่ได้ถามไถ่ขอความเห็นจากเขาเลยสักนิด เพราะปกติเขาก็ให้ฉันเลือกตลอดอยู่แล้วเลยไม่ถามให้เสียเวลา

และเราสองคนก็นั่งกินกันไปคุยกันไปเรื่อยตามประสาพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว แต่อยู่ๆ สายตาฉันก็หันไปเห็นสิ่งที่ทำให้ฉันหุบยิ้มลงได้ทันที...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป